นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมปี 2564

นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมปี 2564
1. การพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ
กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) โดย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ตระหนักถึงความสำคัญในการปรับเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต และอุตสาหกรรมที่พัฒนาในด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมต่างๆ ประกอบด้วยการต่อยอดอุตสาหกรรมกลุ่มเดิมที่มีศักยภาพ (First S-Curve) และการเติมอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) โดยมีนโยบายในการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในปี 2564 ที่บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปได้ดังนี้
⚡️ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ดำเนินการวางแนวทางขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการในแต่ละด้านรวมทั้งกลไกการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติในแต่ละช่วงเวลา (Timetable) เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ตลอดจนจัดทำแผนปฏิบัติการ 5 ปี (พ.ศ. 2564 - 2568) ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการสร้างและพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดย สศอ. จะร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม (Platform) กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลกำลังคน และช่องว่างทางทักษะ (Skill Gap) ของกำลังคนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
⚡️ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เร่งขยายการใช้งานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และเพิ่มจำนวน SI ให้มีจำนวนเพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดยเชื่อมโยงต้นแบบงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือ Center of Robotic Excellent ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดขอนแก่น) ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) และภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรี) รวมถึงร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนา Digital Platform เพื่อบริหารจัดการและเชื่อมโยง Supply Chain ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศอย่างครบวงจร
⚡️ อุตสาหกรรมชีวภาพ จะดำเนินการกำหนดแผนที่นำทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ (Biorefinery) ของไทย ซึ่งเป็นระบบการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตทั้งระบบตลอดห่วงโซ่คุณค่าจากพืชตั้งต้นเป้าหมาย 3 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รวมถึงการกำหนดรูปแบบบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดจากการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างการนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลต่อสภาผู้แทนราษฎร (ในวาระที่ 2 ขั้นกรรมาธิการ) ตลอดจนเร่งผลักดันการใช้พลาสติกชีวภาพในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลให้แก่ผู้ซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ทั้ง 11 ประเภท ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
⚡️ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร มีแผนการสร้างนักรบอุตสาหกรรมอาหารพันธุ์ใหม่ (Food Warriors) อย่างน้อย 1,024 กิจการ และอบรมพัฒนาบุคลากรกว่า 2,720 คน ตลอดจนพัฒนาอาหารใหม่กว่า 250 ผลิตภัณฑ์ พร้อมเร่งวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารผ่านการเชื่อมโยงกลไก Food Innopolis และสร้างบุคลากรวิจัยที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน อีกทั้งเปิดช่องทางธุรกิจผ่านงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-ANUGA ASIA 2021 ในเดือนพฤษภาคม 2564 รวมถึงสร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น สนับสนุนสิทธิประโยชน์แก่ SMEs ส่งเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับอาหาร และอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐานต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ สศอ. อยู่ระหว่างการนำเสนอแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ. 2563 - 2570) ต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
2. การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สศอ. ได้ยกร่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ภายใต้การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว [Bio-Circular-Green (BCG) Economy] ประกอบด้วย
⚡️ แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มีศักยภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-efficiency) 2. การเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม/ถ้าผลิตภัณฑ์ใหม่จากของเสีย/วัสดุเหลือใช้ (Upcycling)
3. การส่งเสริมการปรับรูปแบบธุรกิจ สร้าง Circular Enterprise / Startups นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบนิเวศ (Eco-system) ให้เอื้ออำนวยต่อการดำเนินตามกรอบแนวทางทั้ง 3 เรื่องข้างต้น เช่น การพัฒนาระบบการมาตรฐาน การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้น การสร้างความร่วมมือเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นต้น
⚡️ ข้อเสนอมาตรการส่งเสริม/พัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาพรวม (Cross-cutting) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ การผลิต การบริโภค การกำจัดของเสีย และการใช้วัตถุดิบทุติยภูมิ ซึ่งในแต่ละด้านจะครอบคลุมมาตรการทั้งในเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ สิทธิประโยชน์/กองทุน และการผลักดัน/ขับเคลื่อนการดำเนินงาน เช่น มาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การส่งเสริมเรื่องฉลากแจ้งคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมหรือกระบวนการจัดการหลังใช้งานของผลิตภัณฑ์ การผลักดันกฎหมายเพื่อพัฒนาระบบจัดเก็บ คัดแยก รวบรวม ขนส่ง และจัดการของเสีย การจัดทำและเชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบติดตามผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการนำของเสีย/วัสดุเหลือใช้มาใช้ประโยชน์ภายในประเทศ
⚡️ ข้อเสนอมาตรการส่งเสริม/พัฒนาอุตสาหกรรมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในสาขานำร่อง ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก และ อุตสาหกรรมยางรถยนต์ โดยแต่ละสาขา มีข้อเสนอมาตรการ 4 ด้าน คือ การผลิต การบริโภค การจัดการของเสีย และการใช้วัตถุดิบทุติยภูมิ
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ข้างต้น เพื่อนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีบัญชามอบหมายให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) พิจารณารายละเอียดและความสอดคล้องของแนวทางที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอกับแนวทาง/ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนตามนโยบายการพัฒนา BCG Economy ต่อไป
3. แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการดำเนินโครงการสำคัญที่จะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องในการพัฒนาศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ หรือ ATTRIC ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ปัจจุบันได้มีการเปิดดำเนินการสนามทดสอบล้อยาง (Tyre Testing) เพื่อให้บริการการทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน มอก. 2721-2560 (UN R117) ส่วนการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2564 ก็ดำเนินการก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติในส่วนอื่นๆ ให้แล้วเสร็จ เช่น ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (Battery Testing Center for BEV ) เป็นต้น นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำโครงการสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตโดยร่วมกับสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดทำโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เพื่อยกระดับผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลได้มีการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเกษตรกรสมัยใหม่ เป็นต้น
4. การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. เป็นคณะกรรมการระดับชาติ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2541 โดยระเบียบดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาเป็นระยะ ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สศอ. ได้เสนอให้มีการคงแก้ไของค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของ กอช. เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งระเบียบฯ ฉบับล่าสุด คือ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2563 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรี(นายวิษณุ เครืองาม) เป็นรองประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารส่วนราชการ/องค์กรในกำกับของส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง เป็นกรรมการฯ และกระทรวงอุตสาหกรรมทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการฯ โดย กอช. จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดทิศทางนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ รวมทั้งขับเคลื่อนและผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งในระดับภาพรวมและรายสาขาอุตสาหกรรม ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ/ทิศทางนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมที่กำหนด โดยบูรณาการกับคณะกรรมการ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านกลไก กอช. จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม ประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมได้รับการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน มันจะส่งผลให้การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยมีความเป็นเอกภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาเสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นคณะกรรมการฯ และหากการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเสร็จ ก็จะจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการฯ โดยเร็วต่อไป